แลกเปลี่ยนเรียนรู้กับ รุจิรา เรือนเหมย

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ กระบวนการวิจัยทางการบริหารการศึกษา แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ กระบวนการวิจัยทางการบริหารการศึกษา แสดงบทความทั้งหมด

วันอังคารที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

กระบวนการวิจัยทางการบริหารการศึกษา

ขั้นตอนแรก การกำหนดปัญหา เพราะจะเป็นตัวกำหนดทิศทางและแนวทางการทำวิจัย รวมทั้งจะทำให้สามารถตัดสินใจได้ว่า ปัญหานั้น สามารถทำวิจัยได้หรือไม่ ประเด็นปัญหานั้นต้องเป็นเรื่องใหม่ น่าสนใจ สำคัญ เป็นไปได้ในการปฏิบัติ มีข้อมูลเพียงพอ ได้รับความร่วมมือจากผู้ตอบ เป็นต้น
ขั้นตอนที่สอง การกำหนดวัตถุประสงค์ของการวิจัย การเขียนวัตถุประสงค์ของการวิจัยมี 2 ประเภท คือ
1)วัตถุประสงค์ทั่วไป เป็นความมุ่งหมายที่เขียนไว้กว้างๆ
2)วัตถุประสงค์เฉพาะ เป็นความมุ่งหมายที่เขียนเจาะจงว่าผู้วิจัยต้องการจะทราบคำตอบในเรื่องอะไรบ้าง
งานวิจัยบางงานจะปรากฎวัตถุประสงค์ทั้งสองประเภท และบางงานจะมีเพียงวัตถุประสงค์เดียว ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับผู้วิจัยและเรื่องที่ศึกษา
ขั้นตอนที่สาม การกำหนดกรอบแนวคิดในการวิจัยเรื่องนั้นๆ โดยอาศัยแนวความคิดและทฤษฎีที่มีอยู่มากำหนดว่า ตัวแปรต่างๆที่ศึกษามีความสัมพันธ์หรือเกี่ยวข้องกันอย่างไร ประเด็นปัญหาที่ตั้งไว้ในแต่ละข้อจะหาคำตอบได้อย่างไร จะใช้วิธีการวิธีการวิจัยประเภทใดจึงจะเหมาะสม และได้คำตอบที่ถูกต้อง เชื่อถือได้
ขั้นตอนที่สี่ การเขียนสมมติฐาน สมมติฐาน หมายถึง คำตอบที่คาดการณ์ไว้ล่วงหน้าอย่างมีเหตุมีผลต่อปัญหาที่ศึกษา หรือข้อบ่งบอกถึงการคาดคะเนของความสัมพันธ์ของตัวแปรตั้งแต่ 2 ตัวขึ้นไป ทั้งนี้เพื่ออธิบายข้อเท็จจริง เงื่อนไข หรือพฤติกรรมที่เกิดขึ้น สมมติฐานที่ใช้ในการวิจัย จำแนกได้ 2 ประเภทคือ 1)สมมติฐานทางการวิจัย เป็นสมมติฐานที่อยู่ในรูปของข้อความ 2) สมมติฐานทางสถิติ เป็นสมมติฐานที่เขียนอยู่ในรูปโครงสร้างทางคณิตศาสตร์ โดยใช้สัญลักษณ์แทนคุณลักษณะของประชากรหรือพารามิเตอร์ สมมติฐานทั้งสองประเภทมีวิธีการเขียนได้สองแบบคือ สมมติฐานแบบมีทิศทางและสมมติฐานแบบไม่มีทิศทาง และสมมติฐานที่ดี ควรมีลักษณะดังนี้
1)เป็นข้อความที่ระบุคงามสัมพันธ์ที่คาดหวังระหว่างตัวแปรตั้งแต่ 2 ตัวขึ้นไป
2)กำหนดขึ้นอย่างมีเหตุผลบนฐานของหลักการและทฤษฎี
3)สอดคล้องกับวัตถุประสงค์
4)สามารถตอบคำถามได้ครอบคลุมปัญหา
5)สามารถทดสอบได้
6)เขียนได้กะทัดรัด ชัดเจน เข้าใจง่าย
7)เขียนแยกเป็นหลายข้อ แต่ละข้อเป็นการค้นหาคำตอบเพียงประเด็นเดียว
8)เขียนในรูปของประโยคบอกเล่า
9)มีขอบเขตพอเหมาะ ไม่แคบหรือกว้างเกินไป
10)มีความคงที่สำหรับความจริงที่ค้นพบแล้ว
11)มีอำนาจในการพยากรณ์สูง
ตัวแปร หมายถึง คุณสมบัติหรือคุณลักษณะของสิ่งต่างๆที่มีชีวิตหรือไม่มีชีวิตก็ได้ ที่มีค่าเปลี่ยนแปลงได้ ไม่คงที่ ค่าที่เปลียนแปลงนี้อาจอยู่ในรูปของตัวเลขหรือข้อความก็ได้
การจัดประเภทตัวแปรที่นิยมมี 2 แบบ ได้แก่
1)การจัดประเภทตามระดับการวัด 4 ระดับ ดังนี้
-มาตรวัดแบบจัดกลุ่ม (Nominal Scale)
-มาตรวัดแบบจัดอันดับ (Ordinal Scale)
-มาตรวัดแบบช่วง (Interval Scale)
-มาตรวัดแบบอัตราส่วน (Ratio Scale)
2)การจัดประเภทตามความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปร 2 ตัว ดังนี้
-ตัวแปรอิสระ (Independent Variable) เป็นตัวแปรที่มาก่อน ที่ส่งผลหรือมีอิทธิพลต่อตัวแปรอื่น บางครั้งเรียกว่าตัวแปรต้น
-ตัวแปรตาม (Dependent Variable) เป็นตัวแปรผลที่มาจากตัวแปรอิสระหรือตัวแปรที่ตอบสนองต่อสิ่งเร้า หรือตัวแปรที่วัดได้จากการทดลอง
ขั้นตอนที่ห้า การนิยามศัพท์ เป็นการให้ความหมายเฉพาะแก่คำศัพท์ กลุ่มคำ หรือวลีที่ใช้ในการวิจัย เพื่อทำความเข้าใจหรือสื่อความหมายให้ผู้อ่านได้เข้าใจตรงกับผู้เขียน วิธีการเขียนนิยามศัพท์ สามารถทำได้ 3 ลักษณะคือ การนิยามเชิงแนวความคิด, การนิยามเชิงทฤษฎีและการนิยามเชิงปฏิบัติการ
ขั้นตอนที่หก การเลือกเอกสารหรือวรรณกรรม หมายถึง ผลงานเขียนทางวิชาการที่มีการจัดทำหรือจัดพิมพ์เผยแพร่ในรูปสื่อสิ่งพิมพ์ สื่อคอมพิวเตอร์ หรือสื่อโสตทัศนูปกรณ์ต่างๆซึ่งมีแหล่งที่มา 3 ประเภท คือ เอกสารอ้างอิงทั่วไป, เอกสารปฐมภูมิและเอกสารทุติยภูมิ โดยการเลือกเอกสารเหล่านี้ ผู้วิจัยควรคำนึงถึง
1)ความทันสมัย เหมาะสมในการอ้างอิง
2)เป็นเครื่องชี้นำในการศึกษาข้อมูลของผู้วิจัย
3)มีหนังสืออ้างอิงเพียงพอที่จะเป็นแนวทางการศึกษาค้าคว้าเพิ่มเติม
4)เสนอแนวคิดอันเป็นประโยชน์ต่อผู้วิจัย